ชมรมชาวเหนือ's profileชมรมชาวเหนือ มอ เกษตรศาส...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 05 ขอเชิญสมาชิกทุกท่านเข้าร่วมประชุมนัดหมาย วันบายศรีสู่ขวัญน้องปี1ขอเชิญน้องๆ..ปี หนึ่ง (1)ทุกคน ที่สนใจเข้าร่วมทำกิจกรรม... และเชิญพี่ๆสมาชิกทุกชั้นปี ร่วม (ตั้งวงsura) ร่วมพบปะสนทนากัน และร่วมกันเตรียมงานบายศรีสู่ขวัญน้อง ปี หนึ่ง เวลา 18.30 น. มาตรงเวลานะ..เจ้า วัน จันทร์ ที่ 9 เดือนกรกฎาคม 2550 ณ ชมรมชาวเหนือ หมู่บ้านกิจกรรม แล้ว ปะ กั๋น หนา เจ้า
ปล. ถ้าหาก Fontไม่ตรงกันคงไม่ว่านะครับ อาจทำให้ตัวหนังสือผิดเพี้ยนไปบ้างอาจมองจากเครื่องอื่นๆ เพี้ยนบ้าง May 20 30 ข้อคิดดีดีในการใช้ชีวิต30 ข้อคิดในการใช้ชีวิต 1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น 2. เมื่อมีคนเล่าว่า เขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย 3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเหมือนกัน 4.หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง 5. จะคิดการใด จงคิดการให้ใหญ่ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุข สนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย 6. หัดทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารู้ 7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น 8. เวลาเล่นเกมกับเด็กๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถอะ 9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้ 10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม” 11. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ 12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไรๆ มันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก 13. ใช้เวลาน้อยๆในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก 14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ “คนโหดร้าย” แต่เราต่อสู้กับ “ความโหดร้าย” ในตัวคน 15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ 16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน17. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อยๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่ 18. เป็นคนถ่อมตน ...คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด 19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด ...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้ 20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม 21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า “เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้” ก็ตอบเขาไปเลยว่า “สบายมาก” 22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละ 24 ชั่วโมง เท่าๆ กับ หลุยส์ ปาสเตอร์, ไมเคิลแอนเจลโล, แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินซี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่เขามีนั่นเอง 23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว 24. ประเมินตนเองด้วยมาตราฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตราฐานของคนอื่น 25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น 26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดีๆ ใหม่ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลียนแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น 27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น (มิใช่สอดรู้สอดเห็น) 28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด 29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ “กว้างขวาง” มากกว่าการมีชีวิตให้ “ยืนยาว” 30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
May 10 ปี๋ใหม่เมืองปี๋ใหม่เมือง เทศกาลสงกรานต์ ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของชาวล้านนานั้น จะถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษซึ่งจะไม่ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ตามประกาศ ของทางการเสมอไปโดยจะมีวันต่างๆและมีพิธีกรรม และการละเล่นหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกัน เริ่มจาก วันสังกรานต์ล่อง ต้นเค้าของคำนี้มาจาก ภาษาสันสกฤตซึ่งออกเสียงแบบล้านนาว่า “สัง-ขาน”ซึ่งทำให้มีผู้เลยเข้าใจว่าเป็นสังขารได้ด้วยและวันสังขานล่องนี้คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีนจะย่างเข้าสู่ราศีเมษ ตามความเชื่อแบบล้านนา กล่าวกันว่าในตอนเช้ามืดของวันนี้ปู่สังขาน ย่าสังขาน จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดง สยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังขาน นี้ จะนำเอาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงต้องมีการยิงปืนจุดประทัดหรือทำให้เกิดเสียงดังต่างๆนัยว่าเป็นการไล่สังขาน และถือกันว่าปืนที่ใช้ยิงขับปู่หรือย่าสังขานแล้วนั้นจะมีความขลังมาก ในวันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จะมีการปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาดซักผ้านำที่นอนออกไปตากเก็บกวาดและเผาขยะมูลฝอยผู้หญิงก็จะมีการดำหัว(สระผม)เป็นกรณีพิเศษ ในวันสังขานล่องนี้ยังไม่มีพิธีทางศาสนาจะมีแต่เพียงผู้ใหญ่บางท่าน อาจเรียกลูกหลานมาพร้อมกันแล้วให้หันหน้าไปทางที่ที่โหรกำหนดแล้วกล่าวคำว่า สัพพะเคราะห์ สัพพะอุบาทว์ สัพพะพยาธิโรคา ทั้งมวลจุ่งตกไฟกับสังขานในวันนี้ยามนี้เน่อ และวันนี้เองจะเป็นวันเริ่มต้นการเล่นรดน้ำสงกรานต์เป็นต้นไปจนสิ้นสุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากวันสังขานล่อง ต่อมาก็จะเป็นวันเนา หรือวันเน่าชาวบ้านจะพากันไปซื้อของทำบุญ เมื่อถึงเวลาบ่ายก็จะมีการขนทรายเข้าวัด นำมากองรวมกันทำเป็นเจดีย์ โดยถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนในส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัด ซึ่งเหมือนกับการลักของจากวัด และที่บ้านชาวบ้านก็จะนำกระดาษสีต่างๆมาตัดทำเป็นตุงหรือธงนั่นเอง มาติดกับก้านต้นเขือง เพื่อเตรียมนำมาปักที่เจดีย์ทรายในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันพญาวัน วันเนานี้อาจเรียกอย่างหนึ่งว่า วันดา เพราะเป็นวันที่ ดา (วันที่จัดเตรียมของต่างๆที่จะนำไปทำบุญ) และเป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของชาวล้านนาในวันเนานี้ถือเป็นวันที่ห้ามกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลโดยเฉพาะห้ามด่าทอทะเลาวิวาทกันกล่าวกันว่าผู้ใดที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้หรือทะเลาะวิวาทก็จะไม่ดีหรือเป็นอัปมงคลไปทั้งปี(เด็กหนุ่มสาวมักจะชอบเย้าแหย่คนเฒ่าหรือผู้ใหญ่ให้พลั้งเผลอด่าออกมาแล้วเด็กก็จะบอกว่าวันนี้ห้ามด่ากัน) วันต่อไปคือวันพญาวัน ซึ่งถือเป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่ เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาแต่เช้าตรู่จะนำเอาสำรับอาหารคาวหวานไปทำบุญที่วัด ตานขันข้าว(ถวายสังฆทาน) ให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้วต่อจากนั้นก็จะพากันนำตุงที่ทำไว้ไปปักบนเจดีย์ทราย ซึ่งถือว่ามีอานิสงฆ์สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงขั้นตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้โดยที่ชายตุงจะได้พันตัวผู้ตกนรกนั้นแล้วดึงพ้นจากขุมนรกขึ้นมา ในช่วงบ่ายก็จะเข้าสู่ประเพณีการดำหัวหรือคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้มีอาวุโส เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษอันเนื่องจากที่อาจได้ประพฤติในสิ่งที่ไม่สมควรต่อท่านเหล่านั้น ในวันที่4เรียกว่าวันปากปี เป็นการเริ่มต้นปีชาวบ้านจะดำหัววัด คารวะเจ้าอาวาสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันดำหัวเจ้าบ้าน (ศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน) ตลอดจนทำพิธี “แปลงบ้าน” หรือสงเคราะห์บ้าน เริ่มต้นด้วยการขั้นท้าวทั้งสี่ บูชาท้าวจตุโลกบาลก่อน แล้วจึงนิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์ตกเย็นก็จะทำพิธีปูจาเทียน คือนำเทียนที่มีไส้ทำด้วยกระดาษสาเขียนเลขยันต์มาจุดบูชาพระพุทธรูป วันที่5 ถือเป็นวัน ปากเดือน เป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ นิยมส่งเคราะห์ต่างๆ เช่น ส่งชน ส่งแถน ส่งเคราะห์นรา เป็นต้น ส่วนการดำหัวนั้น จะดำเนินต่อไปได้ตลอดเดือนเมษายน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเพณีดำหัวล้านนา
ข้อมูลจาก วารสาร ทองกวาว ฉบับที่ 13 ปักษ์หลัง มีนาคม 2543 วารสาร เชียงใหม่ ปริทัศน์ ฉบับปฐมฤกษ์ เมษายน 2543 แม่ลม บ้านซาง อ.แม่ริม เชียงใหม่ March 27 ผ่อนคลายอารมณ์กันก่อน เจ้าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา . . . คือชีวิตเรา สิ่งที่มีค่าที่สุดในใจเรา . . . คือหัวใจเรา อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคน เพราะไม่มีใคร . . . ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคน ๆ เดียว เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย ประเพณีการฮ้องขวัญ (เรียกขวัญ)เรื่องของขวัญ
ล้านนาคืออะไรล้านนาคืออะไร
ว่า "ล้านนา" แปลมาจากคำศัพท์ภาษาบาลีคือ "ทสลกฺขเขตฺตนคร " อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขด-ตะ-นะ-คะ-ระ) แปลว่า " เมืองสิบแสนนา" (ทส = สิบ, ลักข = แสน, เขตต = ที่ดิน ที่นา, นคร = เมือง) หมายถึงดินแดนที่มีที่นาจำนวนนับล้าน คู่กับคำว่า "ล้านช้าง" หรือ "ศรีสตนาคนหุต" คือ ดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น (สต = ร้อย, นาค = ช้าง, นหุต = หมื่น)
ในการเขียนเอกสารโบราณล้านนาแต่เดิมมา จะไม่เคร่งครัดเรื่องการใส่รูปวรรณยุกต์ โดยเฉพาะในยุคแรกๆ นั้น แทบจะไม่ใช้วรรณยุกต์เลย ดังนั้น ในคัมภีร์ใบลานจำนวนมาก จึงมีทั้งคำว่า "ล้านนา" และ "ลานนา" ปรากฏอยู่ ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นคุ้นเคยกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ และเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า คำไหนก็ตาม ที่ต้องออกเสียงเหมือนมีวรรณยุกต์กำกับอยู่ แม้จะไม่ใส่รูปวรรณยุกต์ ก็ให้อ่านออกเสียงเช่นนั้น กระทั่งช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 หรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในระบบการเขียนอักษรธรรมล้านนาจึงมีการใช้รูปวรรณยุกต์อย่างชัดเจน
พ.ศ 2526 ปรากฏหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน เมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และจารึกล้านนา ได้นำเสนอบทความต่อที่ประชุมวิชาการเกี่ยวกับศิลาจารึกวัดเชียงสา พ.ศ.2097 ว่าข้อความในจารึกนั้น คำว่า "ลานนา" ใส่ไม้โท ด้วย โดยเขียนคู่กับ คำว่า "ล้านนา" ทำให้นักวิชาการเสนอให้ใช้ คำ "ล้านนา" แทน "ลานนา" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อจังหวัดเชียงใหม่จัดพิมพ์หนังสือ "ล้านนาไทย" เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อ พ.ศ.2527 คำ "ล้านนา" ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วง พ.ศ.2530 ได้มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อสรุปว่า คำ "ล้านนา" เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว จึงเป็นอันยุติปัญหา และใช้คำว่า "ล้านนา" กันอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน |
|
|